การจัดการความรู้ด้านการผลิตบัณฑิต

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการผลิตบัณฑิต ครั้งที่ 4

ผู้แบ่งปันความรู้ : อาจารย์เกษม ทิพย์ธาราจันทร์

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. ผศ.ดร. พิศุทธิ์  พงศ์ชัยฤกษ์
2. ผศ.เฉลิมขวัญ  ครุธบุญยงค์
3. อาจารย์ปิยาภรณ์   จันทร์สวย
4. คุณดวงกมล   ไชยพุทธ
5. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์

การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ตามหลัก Monozukuri

          ในการจัดการเรียนการสอนของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นให้นักศึกษาสร้างสรรค์ผลงานด้วยใจ มีการปรับปรุงพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตามหลัก Kaizen โดยเริ่มจากอาจารย์ผู้สอนทุกคนจะต้องดำเนินการเรียนการสอนตามหลัก Kaizen โดย

1. Commitment มีการทำข้อตกลงกับนักศึกษาตั้งแต่คาบแรก

2. Preparation มีการเตรียมพร้อมในการสอน

3. Organization มีความระเบียบวินัย

4. Tolerance มีความอดทน

5. Story Telling มีการจัดลำดับเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่าย

6. Open for Questions เปิดโอกาสให้นักศึกษาถามในสิ่งที่สงสัย

7. Innovation สนใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

8. Technology Enthusiast กระตือรือร้นในเรื่องเทคโนโลยี

9. Social พัฒนารูปแบบการสื่อสารให้ตรงกับนักศึกษา

10. Geek สอนด้วยใจรัก

นอกเหนือจากการดำเนินการสอนตามหลัก Kaizen แล้ว อาจารย์ผู้สอนจะต้องปลูกจิตสำนึกให้กับนักศึกษา โดยเน้นให้นักศึกษาตระหนักถึง TNI Way แนวทางการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri, หลัก Kaizen, 5ส และกระบวนการประกันคุณภาพ โดยอาศัยเครื่องมือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เช่น Google+ Community ใช้ในการสื่อสารกับนักศึกษา ทั้งการสั่งงาน การขอคำปรึกษาทางการเรียน รวมถึงนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ เพื่อให้นักศึกษาเป็นคนที่ทันต่อเหตุการณ์, Google Drive ใช้ในการเก็บเอกสารประกอบการเรียน เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่, Google Spreadsheet ใช้ในการแสดงผลคะแนนของนักศึกษา เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาตื่นตัวและกระตือรือร้นในการเรียน, Google Form ใช้ในการแสดงความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอน เพื่อนำมาปรับปรุงต่อไป, Google Site ใช้ในการนำเสนอผลงานของนักศึกษา, Google Hangout ใช้ในการเรียนออนไลน์, Google Calendar ใช้ในการนัดหมายการเรียน การนำเสนอผลงาน และ Prezi ใช้ในการสร้างสื่อนำเสนอที่น่าสนใจ

ในส่วนของการมอบหมายงาน อาจารย์จะมีหลักในการปฏิบัติดังนี้

1. งานเดี่ยว จะเป็นงานที่เน้นการเรียนรู้พื้นฐาน

2. งานกลุ่ม จะเป็นงานที่เน้นการทำงานเป็นทีม

3. นักศึกษาจะต้องเรียนรู้เครื่องมือในการทำงานด้วยตนเอง

4. นักศึกษาสามารถเลือกเนื้อหาที่ชอบได้เอง

5. นักศึกษาจะต้องนำเสนอผลงาน

6. นักศึกษาต้องมีจิตอาสา

7. นักศึกษาต้องมีระเบียบวินัยแบบญี่ปุ่น ต้องมาเรียนก่อนเวลา

8. นักศึกษาต้องแต่งกายให้เรียบร้อย และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

นอกจากนี้ อาจารย์จะมีการให้ความรู้เพิ่มเติมกับนักศึกษาทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน และเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น ข่าวและเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน แนวโน้มอนาคต คุณธรรมจริยธรรมที่พึงกระทำ และกรณีศึกษาจากประสบการณ์จริงในปัจจุบัน โดยอาจนำมาเผยแพร่ในรูปแบบของวีดิโอคลิป เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจง่ายมากขึ้น

ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri

1. สถาบันจะเป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้แบบ Monozukuri

2. อาจารย์สอนด้วยใจ และนักศึกษาเรียนด้วยใจ

3. นักศึกษามีคุณธรรมจริยธรรม

4. นักศึกษามีระเบียบวินัย

5. นักศึกษามีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

6. นักศึกษาและอาจารย์รักสถาบัน รักงานที่ทำ รักคุณภาพ

7. นักศึกษาและอาจารย์มีการปรับปรุงการทำงานอย่างสม่ำเสมอด้วยการ Kaizen

8. นักศึกษาและอาจารย์สามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

 ประโยชน์และข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

          1. อาจารย์ผู้สอนจะต้องสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักศึกษา โดยอาศัยเครื่องมือทางการสื่อสาร เช่น Google App for Eduation

            2. อาจารย์ผู้สอนจะต้องปลูกฝังจิตสำนึกในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่องตามหลัก Kaizen

 แนวปฏิบัติที่ดีหรือแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้

          การนำหลัก Monozukuri มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน นอกจากเหนือจากการให้ความรู้และฝึกทักษะ จะต้องสอนให้นักศึกษาสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมากในการทำงานจริง

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรภายในสถาบัน)

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการผลิตบัณฑิต ครั้งที่ 3

ผู้แบ่งปันความรู้ : อาจารย์ปิยาภรณ์  จันทร์สวย

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. ผศ.ดร. พิศุทธิ์  พงศ์ชัยฤกษ์
2. อาจารย์เกษม  ทิพย์ธาราจันทร์
3. ผศ.เฉลิมขวัญ  ครุธบุญยงค์
4. คุณดวงกมล  ไชยพุทธ
5. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์

การฝึกทักษะทางภาษาตามหลักโมโนซุกุริ : การศึกษาจากกรณีศึกษาจริง

          ในการจัดการเรียนการสอนของสำนักวิชาพื้นฐานและภาษา เน้นให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการสื่อสารกับเจ้าของภาษาในสถานการณ์จริงตามหลัก Monozukuri ยกตัวอย่างเช่น รายวิชา JBJ-202 ภาษาญี่ปุ่นสำหรับบริหารธุรกิจ 6 ซึ่งเป็นรายวิชาที่เน้นให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในวิธีการใช้คำศัพท์ รูปประโยคและวิธีการพูดภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวัน รวมถึงรายงานโครงงานเป็นภาษาญี่ปุ่น และเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ อาจารย์ผู้สอนได้กำหนดรายละเอียดในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้

1. เนื้อหาหลักในรายวิชา

- บทสนทนาในชีวิตประจำวัน

- การรายงานโครงงานเป็นภาษาญี่ปุ่น (โครงงานรายบุคคล)

2. ระยะเวลาในการเรียน

- เรียนสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 1.5 ชั่วโมง รวมสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง

3. รูปแบบการจัดการเรียนการสอน

- การเรียนการสอนบทสนทนาในชีวิตประจำวัน

เป็นการเรียนการสอนแบบบทบาทสมมติ (Role Play) โดยให้นักศึกษาสร้างบทสนทนาจากสถานการณ์ที่กำหนดให้ และเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างบทสนทนาที่นักศึกษาสร้างขึ้นเองกับที่อาจารย์สอน ซึ่งเป็นการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด มีการลองผิดลองถูก และแก้ไขทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

- การรายงานโครงงานเป็นภาษาญี่ปุ่น

โครงงานมีการกำหนดหัวข้อให้นักศึกษาเขียนเรียงความเป็นภาษาญี่ปุ่น 1 หน้ากระดาษ A4 โดยจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ มีการส่งงานเป็นระยะที่กำหนด และทำการฝึกการรายงานโครงงานรวมถึงการตอบคำถามเกี่ยวกับโครงงานเป็นภาษาญี่ปุ่น

4. การประเมินผล

นักศึกษาจะนำเสนอผลงานและรับการสัมภาษณ์จากอาจารย์ 3 ท่าน โดยคะแนนที่ได้จะเป็นคะแนนเฉลี่ยจากอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน

ข้อดี-ข้อเสียจากการจัดการเรียนการสอน

ข้อดี

1. ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะทางภาษาได้ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน

2. ทำให้เกิดการพัฒนาทักษะทางภาษาร่วมกันระหว่างผู้เรียนผ่านการฝึกถาม-ตอบคำถามการรายงานโครงงาน และการจับคู่ Role Play และมีการสร้างบรรยากาศการเรียนที่ดี

3. การฝึกบทสนทนาบทบาทสมมติในหัวข้ออิสระ เป็นการเปิดกว้างให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดในการสร้างเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ มีความใกล้เคียงกับการสนทนาจริง

4. การเปรียบเทียบบทสนทนาที่ผู้เรียนคิดเองกับที่อาจารย์สอนเป็นการฝึกให้ผู้เรียนไปได้เรียนรู้ประสบการณ์ การลองผิดลองถูก และนำไปแก้ไขพัฒนาความรู้ของตนให้ดีขึ้น

5. การประเมินผลโครงงานด้วยการสอบสัมภาษณ์ ทำให้นักศึกษากระตือรือร้นที่จะศึกษาหาข้อมูลโครงงานให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ข้อเสีย

1. การฝึกสนทนาบทบาทสมมตินั้น ผู้สอนควบคุมเนื้อหาได้ยาก

2. การฝึกรายงานและถาม-ตอบคำถามเกี่ยวกับโครงงานเป็นกลุ่มนั้น บางครั้งอาจารย์ผู้สอนดูแลได้ไม่ทั่วถึง

3. การให้ผู้เรียนคิดบทสนทนาก่อนเรียน บางครั้งผู้เรียนคิดไม่ได้และรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากและเป็นอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้เกิดความท้อแท้ เบื่อหน่าย

ซึ่งผลจากการจัดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า การจัดการเรียนการสอนในลักษณะนี้ ทำให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาทักษะในการใช้ภาษาเพิ่มมากขึ้น

ประโยชน์และข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

1. อาจารย์ผู้สอนจะต้องกระตุ้นให้นักศึกษาพยายามที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะในการใช้ภาษา โดยเน้นให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคต

แนวปฏิบัติที่ดีหรือแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้

          การนำหลัก Monozukuri มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เน้นการฝึกทักษะ ควรกระตุ้นให้นักศึกษาใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในสถานการณ์ต่างๆที่หลากหลาย เพื่อให้นักศึกษาสามารถใช้ทักษะได้จริงในการทำงาน

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรภายในสถาบัน)

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการผลิตบัณฑิต ครั้งที่ 2

ผู้แบ่งปันความรู้ : ผศ.ดร. พิศุทธิ์  พงศ์ชัยฤกษ์ (คณะวิศวกรรมศาสตร์)

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. อาจารย์เกษม  ทิพย์ธาราจันทร์
2. อาจารย์ปิยาภรณ์  จันทร์สวย
3. ผศ.เฉลิมขวัญ  ครุธบุญยงค์
4. คุณดวงกมล  ไชยพุทธ
5. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์

โมโนซุกุริ : การศึกษาจากกรณีศึกษาจริง

          ในการจัดการเรียนการสอนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จะเน้นให้นักศึกษานำความรู้มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงาน ยกตัวอย่างเช่น รายวิชา PEN-305 การศึกษางาน ซึ่งเป็นรายวิชาที่เน้นให้นักศึกษาสามารถออกแบบและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ และเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ อาจารย์ผู้สอนได้กำหนดให้นักศึกษาจัดทำโครงงานที่มีการประยุกต์ใช้ความรู้กับการปฏิบัติงานจริง เพื่อแก้ไข/ปรับปรุงกระบวนการผลิตจากกรณีศึกษาจริงทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ซึ่งมีแนวทางในการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ดังนี้

1. อาจารย์มีการให้ความรู้ (Knowledge) ที่เกี่ยวข้อง

2. อาจารย์มีการกำหนดเครื่องมือ (Tools) ที่เหมาะสมในการทำงาน

3. ให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือต่างๆ (Skill) ร่วมกับความรู้ที่มี เพื่อการปฏิบัติงานจริงที่มีประสิทธิภาพ

และที่สำคัญคือ มีการให้นักศึกษานำความรู้และทักษะที่ได้ทั้งหมดมาใช้ในการจัดทำโครงงานการวางแผนและหาวิธีปรับปรุงกระบวนการ ในกระบวนการผลิตหรือบริการ โดยให้นักศึกษาค้นหาโจทย์จากสถานการณ์จริงรอบตัว เช่น การปรับปรุงกระบวนการขนส่งวัสดุ การปรับปรุงกระบวนการเคลือบสีและเคลือบเงา ฯลฯ และนักศึกษาจะต้องนำเสนอผลงานการปรับปรุงกระบวนการผลิตต่ออาจารย์ผู้สอน โดยแบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 Midway Presentation ให้นักศึกษานำเสนอปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหา

ครั้งที่ 2 Final Presentation ให้นักศึกษานำเสนอกระบวนการที่นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา และผลลัพธ์ที่ได้

ซึ่งผลจากการจัดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าการจัดทำโครงงาน ทำให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาในรายวิชาเพิ่มมากขึ้น โดยเข้าใจไปถึงระดับที่นำไปประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาจริงได้

ประโยชน์และข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

1. อาจารย์ผู้สอนจะต้องมีการคัดเลือกหัวข้อโครงงานที่เหมาะสม เพื่อให้นักศึกษาได้ประโยชน์จากการจัดทำโครงงานนั้น

2. อาจารย์ผู้สอนควรมีเกณฑ์ในการให้คะแนนที่ชัดเจน เพื่อเป็นมาตรฐานในการจัดทำโครงงานของนักศึกษา

แนวปฏิบัติที่ดีหรือแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้

การนำหลัก Monozukuri มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่มีการจัดทำโครงงาน ควรเน้นให้นักศึกษาทำโครงงานจากสถานการณ์จริงรอบตัว โดยเน้นให้นักศึกษาหาหัวข้อโครงงานเอง และเน้นให้นักศึกษาหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาในการทำงานจริงเอง

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรในสถาบัน)

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการผลิตบัณฑิต ครั้งที่ 1

ผู้แบ่งปันความรู้ : อาจารย์ก้องเกียรติ วีระอาชากุล (คณะบริหารธุรกิจ)

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. ผศ.ดร. พิศุทธิ์ พงศ์ชัยฤกษ์
2. อาจารย์เกษม ทิพย์ธาราจันทร์
3. ผศ.เฉลิมขวัญ ครุธบุญยงค์
4. อาจารย์ปิยาภรณ์ จันทร์สวย
5. คุณดวงกมล ไชยพุทธ
6. คุณนันท์นภัส หวังศรีโรจน์

12 หลักการสร้างการเรียนรู้แบบโมโนซุคุริ
การจัดการเรียนการสอนตามหลักโมโนซุคุริ มีต้นแบบมาจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ เป็นส่วนใหญ่ โดยประกอบด้วย 12 หลักการ คือ

          หลักการที่ 1 กำหนดวัฒนธรรมการทำงาน
วัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) คือ วิถีปฏิบัติเพื่อทำให้องค์กร สามารถสร้างคุณค่าได้ตามเจตนารมณ์ที่องค์กรตั้งไว้ และยังคงดำรงความเป็นองค์กรได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

Mono01-01

วัฒนธรรมองค์กร ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ

          1. คุณค่า (Value) คือ สิ่งที่องค์กรต้องการส่งมอบให้กับสังคม เช่น คณะบริหารธุรกิจต้องการสร้างนักศึกษาให้กับสังคม โดยมีเอกลักษณ์ของคณะ คือ “เก่งภาษา มีภาวะผู้นำ เลิศล้ำบริหาร”

2. หลักการ (Principle) หรือมีการเรียกกันว่าเป็น DNA โดยที่ DNA จะเป็นตัวกำหนดลักษณะการแสดงออกขององค์กร ที่จะทำให้องค์กรสามารถสร้างคุณค่าได้ตามที่ต้องการ เช่น DNA หรือกรอบในการทำงานของคณะบริหารธุรกิจ ได้แก่

          หลักการข้อที่ 1 : กำหนดวัฒนธรรมการทำงาน

          หลักการข้อที่ 2 : พัฒนาภาวะผู้นำเพื่อนำไปสู่การทำงานเป็นทีม

          หลักการข้อที่ 3 : ติดอาวุธการทำงาน

          หลักการข้อที่ 4 : สร้างชุมชนการเรียนรู้

          หลักการข้อที่ 5 : เพิ่มพูนทักษะให้คิดเป็น ทำเป็น

          หลักการข้อที่ 6 : ปลูกฝัง Daily Kaizen

          หลักการข้อที่ 7 : จัดการเรียนการสอน 3 ระดับ

          หลักการข้อที่ 8 : ต้องสอนให้รู้ถึงคุณค่าต่อสังคม

          หลักการข้อที่ 9 : แก้ไข/ปรับปรุงด้วยปัญหาของหน้างานจริง

          หลักการข้อที่ 10 : ทำให้เป็นมาตรฐาน

          หลักการข้อที่ 11 : ฟังเสียงลูกค้า

          หลักการข้อที่ 12 : ปรับทิศทางด้วย Hoshin Kanri

          3. ทัศนคติ (Attitude) / พฤติกรรม (Behavior) หรือบางทีเรียกว่า Spirit ซึ่งก็คือวิถีทางที่แสดงออกมาในระหว่างการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างและส่งมอบคุณค่าขององค์กรไปยังลูกค้า เช่น บริษัทโตโยต้ามีการกำหนด Spirit ไว้ดังนี้

  • ต้องมีวินัย และให้เกียรติผู้อื่น
  • ต้องค้นหา Waste/Root Cause จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเสมอ
  • ต้องอุทิศตน เพื่อการค้นหาความจริงในการขจัดปัญหาอย่างแท้จริง และจะไม่หยุดยั้งจนกว่าจะสำเร็จ
  • ต้องไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง มุ่งไปที่หน้างานที่ก่อปัญหาอย่างทันท่วงที
  • ต้องไม่พอใจกับสิ่งเดิมๆ
  • เลือกใช้คนและเครื่องมืออย่างเหมาะสม และต้องควบคุมเวลาทำงานให้เหมาะสมด้วย
  • ต้องมีความเชื่อว่า “ฉันสามารถทำได้” ต้องสลัดความคิดที่ทำไม่ได้ทิ้งไป
  • ต้องไม่ทำงานให้ได้ตามค่าเฉลี่ย แต่ต้องทำออกมาอย่างดีที่สุดเท่าที่เราทำได้
  • ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนคนอื่น และต้องไม่มีการกล่าวโทษต่อผู้อื่น

4. พิธีกรรม (Rituals) คือ กุศโลบายที่จะทำให้สมาชิกขององค์กรยอมรับในวิถีปฏิบัติที่กำหนดขึ้น (Spirit) และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการหล่อหลอมให้สมาชิกมีพฤติกรรมตามที่คาดหวังไว้ โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น พิธีชงชาของประเทศญี่ปุ่น สอนให้คนทำตามขั้นตอนมีมาตรฐาน หรือนโยบาย Zero Late ของคณะบริหารธุรกิจที่สอนให้นักศึกษามีวินัย นอกจากนี้ พิธีกรรมที่ดีควรจะครอบคลุม Spirit ให้ได้ครบทุกตัว

          หลักการที่ 2 พัฒนาภาวะผู้นำ เพื่อนำไปสู่การทำงานเป็นทีม

          ภาวะผู้นำ คือ กระบวนการที่มีการใช้ วิธีการต่างๆ เพื่อทำการกระตุ้น ชี้นำ ผลักดัน ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคล มีความเต็มใจ และกระตือรือร้นในการทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ภาวะผู้นำสไตล์ญี่ปุ่น จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ คือ

1. ภาวะผู้นำระดับที่ 1 Commit to Self Development

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นมีภาวะผู้นำในระดับนี้ คือ บุคคลนั้นมีวิธีคิด และวิธีปฏิบัติตามกรอบ Spirit อย่างชัดเจน เช่น นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานที่กำหนด

2. ภาวะผู้นำระดับที่ 2 Coach and Develop Others

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นมีภาวะผู้นำในระดับนี้ คือ Problem Solving Skill มีหลักคิด PDCA, ดำเนินการแก้ปัญหาแบบ QC Story, ดำเนินการทำงานด้วยหลัก 5G และประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม QCC

3. ภาวะผู้นำระดับที่ 3 Support Daily Kaizen

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นมีภาวะผู้นำในระดับนี้ คือ จะต้องเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญจะต้องเป็น The Trainer ที่เก่ง เช่น นักศึกษาที่เป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อน

4. ภาวะผู้นำระดับที่ 4 Create Vision and Align Goals

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นั้นมีภาวะผู้นำในระดับนี้ คือ ความเข้าใจระบบงานทั้งหมด มีความแข็งแกร่งในการจัดการงานประจำวัน (Daily Management) และมีความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่เป็น waste และเป็นเลิศในการค้นหาแนวทางในการขจัด waste รวมถึงมีความสามารถในการขับเคลื่อนคนให้ดำเนินการตามที่กำหนดเป้าหมายไว้ได้

ในการจัดการเรียนการสอนตามหลักโมโนซุคุริ อาจารย์ควรมีกระบวนการในการพัฒนาภาวะผู้นำให้กับนักศึกษา จากระดับที่ 1 ถึง 4 เพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต

Mono01-02

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเรื่อง ผู้นำที่รับใช้ (Servant Leadership) เป็นผู้นำที่เหมาะกับองค์กรบริการสังคม เช่น แพทย์ อาจารย์ ฯลฯ เนื่องจากเป็นองค์กรที่กลุ่มพนักงานเป็นผู้มีความรู้สูง โดยผู้นำที่รับใช้ จะเป็นผู้นำที่สามารถจัดพลังและสร้างการตื่นตัวให้กับผู้อื่น มอบหมายงานที่ท้าทายและโอกาสในการพัฒนาตนเองให้กับลูกน้อง มองเห็นและชื่นชมในความสำเร็จของลูกน้อง เป็นผู้นำที่สุขุม รอบรู้ และคอยติดตามผลงานของทีม และของลูกน้องแต่ละราย ส่งเสริมให้พนักงานทำงานด้วยความรับผิดชอบและพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้บรรลุผลตามที่ได้รับมอบหมายทุกประการ

Mono01-03

       หลักการที่ 3 ติดอาวุธการทำงาน

        นอกจากการสอนให้นักศึกษามีภาวะผู้นำแล้ว ในการที่นักศึกษาจะมีภาวะผู้นำในระดับต่างๆ ได้นั้น นักศึกษาจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • การทำให้คนมีความเข้าใจใน DNA  / Sprit
  • ความรู้พื้นฐาน 3 Mu, 5S, 5G, Visual Control, PDCA
  • Statistical Process Control (SPC)
  • QC Story &  Standardization
  • Process Focus  (System Thinking)
  • Kaizen
  • Daily Management
  • Team Development and Motivation

Mono01-04       โดยความรู้เหล่านี้ ในประเทศญี่ปุ่นทุกสาขาวิชาจะเรียนวิชาเหล่านี้ เนื่องจากวิชาเหล่านี้เป็นวิชาทั่วไป สอนให้นักศึกษามองหาความสูญเปล่า การควบคุมคุณภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ การทำให้วงจรความรู้ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัย Team Development and Motivation และ Daily Management ประกอบด้วย

      หลักการที่ 4 สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้

      ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Communication of Practice) คือ การกลุ่มคนที่มารวมตัวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิผลที่ดีขึ้น

Mono01-05

ตัวอย่างการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ คือ

  • อาจารย์ผู้สอน ต้องกำหนดโจทย์ /และ เงื่อนไข ที่เกินความสามารถของนักศึกษา และต้องเป็นการผสมศาสตร์หลายศาสตร์  โดยกำหนดลักษณะงานให้นักศึกษาต้อง Learn / Do / Think / Apply
  • อาจารย์ผู้สอน ต้องสร้างชุมชน ที่เป็นทางการขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือ บุคคลที่มีระดับสายสัมพันธ์ส่วนบุคคล ต่ำ
  • อาจารย์ผู้สอน ต้องทำให้ชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ต้องเกิดการทำงานไปด้วยกัน ซึ่งเป็นการบังคับให้เกิด การถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกัน  (Key Success คือ ระบบการประเมินผลงานเดี่ยวและกลุ่ม)
  • อาจารย์ผู้สอนต้องมีการกำหนดส่งมอบงานเป็นระยะเพื่อเร่งให้เกิดการวิ่งเข้าหาชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
  • อาจารย์ผู้สอน ต้องสร้างฐานข้อมูล เพื่อเป็นฐานให้นักศึกษา สามารถทำงานในระดับที่สูงขึ้นได้ในรุ่นต่อๆ ไป

      อาจารย์ผู้สอนต้องประเมินความเป็นไปได้ ที่นักศึกษาจะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ และถ้าจำเป็น อาจารย์ผู้สอนอาจต้องมีการเปิดอบรม หรือ เชิญผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาได้

      หลักการที่ 5 เพิ่มพูนทักษะให้คิดเป็น ทำเป็น

      วิธีการสร้างให้นักศึกษาคิดเป็น ทำเป็น ประกอบด้วย

      1. Idea Generation Method สอนให้นักศึกษามีหลักการคิดในรูปแบบต่างๆ

      2. Idea Contest จัดการแข่งขัน เพื่อจูงใจให้พัฒนาไอเดีย

      3. Skill Competition จัดการแข่งขันทักษะ โดยเป็นการแข่งขันทำโจทย์เล็กๆตามระยะเวลาหรือเกณฑ์ที่กำหนด

      4. Daily Kaizen การทำโครงการเพื่อแก้ปัญหา โดยการสังเกตการปฏิบัติงานทุกวันจนเป็นนิสัย ซึ่งจะทำให้มองเห็นข้อบกพร่องต่างๆ ได้

      เป้าหมายทางตรงของการจัดกิจกรรม Monozukuri

  1. ต้องการให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการปรับปรุง (Improvement) โดยต้องการให้พนักงานเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
  2. เข้าใจความสำคัญของการสร้างสิ่งของ ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความสามารถ ความคิดริเริ่ม และความเฉลียวฉลาด
  3. เข้าใจความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกคน
  4. ฝึกฝนการใช้ QC Story
  5. ตระหนักความสำคัญของ ข้อเท็จจริง (Facts) และ ข้อมูล (Data)
  6. ตระหนักความสำคัญของการทำการทดลอง (Experiment) และ การทวนสอบ (Verification)
  7. เรียนรู้การป้องกันปัญหาที่เกิดซ้ำ โดยเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

      หลักการที่ 6 ปลูกฝัง Daily Kaizen

      Daily Kaizen = Frequent Small Improvements คือ เครื่องมือที่ใช้ในการฝึกฝนทีมงานทุกคน เพื่อฝึกฝนการปรับปรุงการทำงาน และเสริมสร้างภาวะผู้นำ

       กระบวนการจัดทำ Daily Kaizen

  1. การทำงานตามมาตรฐาน
  2. ฝึกฝนให้มีการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
  3. ประชุมติดตามผลงานประจำวัน เปรียบเทียบกับมาตรฐาน
  4. แก้ไขปัญหา เพื่อปรับปรุงงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  5. มองหาวิธีการปรับปรุงมาตรฐานให้สูงขึ้น

       หลักการที่ 7 จัดการเรียนรู้ 3 ระดับ

      หลักการจัดการเรียนรู้ตามหลักโมโนซุคุริ มี 3 ระดับ คือ

Mono01-06

     ในการจัดการเรียนการสอนตามหลักโมโนซุคุริ จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้

     กรณีศึกษา : การจัดการเรียนการสอน แบบ  Monozukuri ของ บริษัท Sumitomo

     Hirashi, Mitsuyoshi, and Noriko (2011) ได้กล่าวถึง ศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิคของบริษัทซูมิโตโมอิเล็กทริค ที่ได้มีการออกแบบหลักสูตรการอบรมแบบโมโนซุคุริดังนี้ คือ

     a) การอบรมระบบการผลิต บริษัทได้วางแผนการผลิตของสินค้าที่แตกต่างกัน 3 ประเภท และได้จัดเตรียมเครื่องจักร และอุปกรณ์ไว้พร้อม

     b) จัดเตรียมหลักสูตรไว้  127 หลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตสินค้าทั้ง 3 ประเภท ซึ่งมีกระบวนการผลิตแตกต่างกัน

     c) จัดหมวดหมู่ของหลักสูตรให้เป็น 3 ระดับ คือ

  • ระดับแรก คือ การฝึกอบรมตามตำแหน่ง (Position-based Training) เป็นการอบรมพื้นฐานความรู้ในการผลิตให้กับพนักงานทุกคน  ทุกตำแหน่งงาน
  • ระดับที่สอง คือ การฝึกอบรมตามหน้าที่ (Function-based Training)  เป็นการฝึกอบรมทักษะเฉพาะงาน
  • ระดับที่สาม คือ การฝึกอบรมตามความต้องการ (Needs-based Training) เป็นการอบรมแบบกลุ่มข้ามสายงานที่ต้องร่วมมือกันเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงระบบการผลิตให้ก้าวหน้าขึ้น

     d) การพัฒนาผู้คนกลุ่ม (Group Leader)  ให้มีความสามารถในการปรับปรุงผลิตภาพได้ ลดความสูญเสีย และประหยัดพลังงาน โดยสิ่งที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ  ความสำคัญของข้อมูล  สถิติ QC Story เครื่องมือการปรับปรุงผลิตภาพ และ การป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ

     e) การเรียนรู้กระบวนการ (Procedure) และการประเมินผล (Evaluation) โดยมีแนวทางอบรมดังนี้ คือ

  • ขั้นที่ 1 ผู้อบรมจะต้องทำความเข้าใจกระบวนการ
  • ขั้นที่ 2 ให้ผู้เข้าอบรมดำเนินการสร้างสิ่งของตามขั้นตอนที่ 1
  • ขั้นที่ 3 ดำเนินการจับเวลาในการสร้างสิ่งของ โดยรวมเวลาในการตรวจสอบคุณภาพ
  • ขั้นที่ 4 ประเมินผลการทำงาน โดยจะมีการกำหนดคะแนนในแต่ละช่วงเวลา และคะแนนการตรวจคุณภาพชิ้นงานในแต่ละจุด ประเมินผลงานของแต่ละบุคคลด้วยคะแนนรวม
  • ขั้นที่ 5 สำหรับคนที่มีจุดที่ตรวจคุณภาพไม่ผ่าน จะต้องดำเนินการค้นหาสาเหตุและแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งเขียนรายงานการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามรูปแบบที่ได้กำหนดไว้

     หลักการที่ 8 แก้ไข/ปรับปรุง ด้วยการลงพื้นที่หน้างานจริง

     การพิจารณาข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการเพื่อแก้ไข/ปรับปรุงด้วยการลงพื้นที่หน้างานจริง มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

     1) Observe operations to see what’s important สังเกตความผิดปกติ

     2) Visualize processes to reveal problems เปิดประเด็นปัญหา

     3) React immediately to abnormal situations ตอบสนองต่อความผิดปกติ

     4) Reflect on your observations and reaction, and look for root cause(s) มองหาสาเหตุที่แท้จริง

     5) Develop a follow-up plan and draw the right policy or strategy implications for the business พัฒนาแผนติดตามและวางแนวทางสำหรับผลกระทบที่เหมาะสม

     หลักการที่ 9  ทำให้เป็นมาตรฐาน

     ในการจัดการเรียนการสอนควรมีการกำหนดมาตรฐานเพื่อเป็นทิศทางในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะทำให้สามารถพิจารณาปัญหาได้ง่ายขึ้น

     เป้าหมายของการทำให้เป็นมาตรฐาน

     1. เพื่อถ่ายทอดให้ทุกคนปฏิบัติไปในทิศทางเดียว

     2. เพื่อการพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

      หลักการที่ 10 ฟังเสียงลูกค้า

      ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการหรือบริษัทที่รับนักศึกษาเข้าทำงาน มี 4 รูปแบบ คือ

      1. ขจัดความสูญเปล่า เช่น นักศึกษาไม่มีความสามารถในการทำงานตามที่ผู้ประกอบการต้องการ

      2. ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ เช่น นักศึกษามีความสามารถในการทำงาน แต่ใช้เวลาในการทำงานมากเกินความจำเป็น

      3. การประหยัดทรัพยากร เช่น ผู้ประกอบการต้องการได้พนักงานที่มีความรู้ที่ผสมผสาน (Integrated) เพื่อรองรับกับการทำงานได้หลากหลาย

      4. ปรับปรุงคุณภาพชีวิต เช่น ผู้ประกอบการต้องการจ้างพนักงานที่มีรู้จักงานของตนเอง

Mono01-07

     หลักการที่ 11 ปรับทิศทางด้วย Hoshin Kanri

Mono01-08

     ตามหลัก Hoshin Kanri กำหนดให้มีการนำเป้าหมายไปกำหนดเป็น KPI และใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

     Mono01-09

     หลักการที่ 12 ต้องสอนให้รู้ถึงคุณค่า

Mono01-10

     สอนนักศึกษาให้รู้จักคุณค่า คือ สามารถนำความรู้ไปใช้ทำงานได้จริง โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

     1. Motivation ใช้ในการทำงานได้

     2. Improvement ประยุกต์ร่วมกับศาสตร์อื่นได้

     3. Development นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคม

 

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรภายในสถาบัน)

แนวปฏิบัติที่ดี เรื่องการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri (ปรับปรุง พฤษภาคม 2556)

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ที่ผ่านมา คณะกรรมการจัดการความรู้ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ความรู้ที่ได้ จัดทำเป็น แนวปฏิบัติที่ดี เรื่อง “การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri” ซึ่งจะเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้กับคณาจารย์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นต่อไป

ดาวน์โหลด แนวปฏิบัติที่ดี เรื่องการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri (ปรับปรุง พฤษภาคม 2556)

นิทรรศการ “เปิดโลก Monozukuri in Education”

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556 รศ.กฤษดา วิศวธีรานนท์ อธิการบดี ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานนิทรรศการ “เปิดโลก Monozukuri in Education″ โดยมี รศ.ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ รศ.ดร.พิชิต สุขเจริญพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ให้เกียรติเข้าร่วมชมนิทรรศการครั้งนี้ ณ โถงชั้น 2 อาคาร A สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งผลงานที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานของนักศึกษาที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนการแลกเปลียนเรียนรู้นี้จัดขึ้นเพื่อให้คณาจารย์ภายในสถาบันได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri

กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ครั้งที่ 4″

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556 รศ.กฤษฎา วิศวธีรานนท์ อธิการบดี ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดการกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิตบัณฑิต เรื่อง “การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ครั้งที่ 4″ โดยมี รศ.ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ รศ.ดร.พิชิต สุขเจริญพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ให้เกียรติเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ ณ ห้อง A314 สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งการแลกเปลียนเรียนรู้นี้จัดขึ้นเพื่อให้คณาจารย์ภายในสถาบันได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ทั้งนี้ มีคณาจารย์ให้ความสนใจเข้าร่วมประมาณ 50 คน