การจัดการความรู้

โครงการประกวดผลงานการจัดการความรู้ด้านการผลิตบัณฑิต และด้านการวิจัย ปีการศึกษา 2557

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา มีการจัดโครงการประกวดผลงานการจัดการความรู้ด้านการผลิตบัณฑิตและด้านการวิจัย ปีการศึกษา 2557 โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.พิชิต สุขเจริญพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการเป็นประธานกรรมการ รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมพล อันตรเสน รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ณรงค์ อนันควานิช คุณพิมพ์รต พิพัฒนกุล หัวหน้าแผนกวิจัยและบริการวิชาการ และคุณอัญชลี อยู่นิ่ม หัวหน้างานประกันคุณภาพการศึกษา เป็นกรรมการ ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 6 ผลงาน ได้แก่ ด้านการผลิตบัณฑิต 2 ผลงาน และด้านการวิจัย 4 ผลงาน

ผลการตัดสินโครงการประกวดผลงานการจัดการความรู้ด้านการผลิตบัณฑิตและด้านการวิจัย ปีการศึกษา 2557

ด้านการผลิตบัณฑิต

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานเรื่อง “Kaizen การเรียนการสอน: การใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน” คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

รางวัลชมเชย ได้แก่ ผลงานเรื่อง “Monozukuri + 5G Model” คณะบริหารธุรกิจ

ด้านการวิจัย

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานเรื่อง “การพัฒนางานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ” คณะวิศวกรรมศาสตร์

รางวัลชมเชย ได้แก่ ผลงานเรื่อง “Kaizen กระบวนการวิจัย: การจัดทำแผนงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ (เทคนิคการเขียนบทความวิจัย)” คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, ผลงานเรื่อง “เทคนิคการเขียนข้อเสนอการวิจัย เพื่อให้ได้รับทุนสนับสนุน” คณะบริหารธุรกิจ และ ผลงานเรื่อง “เทคนิคการเขียนรายงานวิจัย สำนักวิชาพื้นฐานและภาษา

ประกาศฝ่ายวิชาการ เรื่อง ผลการตัดสินการประกวด

เอกสารเผยแพร่ “งานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับของวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม”

ในปีการศึกษา 2556 สถาบันฯ ได้จัดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และโครงการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “งานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับของวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม” เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ณ ห้อง A601 อาคาร A โดยได้มีการสรุปเนื้ิอหาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  รวมถึงกรณีศึกษาโครงการวิจัยไว้ใน เอกสารเผยแพร่ “งานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับของวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม”

นิทรรศการ “เปิดโลก Monozukuri in Education ครั้งที่ 2”

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 รศ.กฤษดา วิศวธีรานนท์ อธิการบดี ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานนิทรรศการ “เปิดโลก Monozukuri in Education ครั้งที่ 2″ พร้อมทั้งมอบวุฒิบัตรให้กับนักศึกษาที่เข้าร่วมแสดงผลงาน โดยมี รศ.ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ รศ.ดร.พิชิต สุขเจริญพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ให้เกียรติเข้าร่วมชมนิทรรศการครั้งนี้ ณ โถงชั้น 2 อาคาร A สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งผลงานที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานของนักศึกษาที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนการแลกเปลียนเรียนรู้นี้จัดขึ้นเพื่อให้คณาจารย์ภายในสถาบันได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri

กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ครั้งที่ 5″

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 รศ.กฤษฎา วิศวธีรานนท์ อธิการบดี ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดการกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิตบัณฑิต เรื่อง “การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ครั้งที่ 5″ โดยมี รศ.ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ รศ.ดร.พิชิต สุขเจริญพงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ให้เกียรติเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ ณ ห้อง A601 สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งการแลกเปลียนเรียนรู้นี้จัดขึ้นเพื่อให้คณาจารย์ภายในสถาบันได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri สำหรับวิทยากรที่เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประกอบด้วย ผศ.ดร.วรรณวิมล รุ่งธีระ ผู้อำนวยการสำนักวิชาพื้นฐานและภาษา, อาจารย์เกษม ทิพย์ธาราจันทร์ รองคณบดีฝ่ายบริหารและประกันคุณภาพ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และอาจารย์วรวุฒิ จิตขจรวานิช ประธานหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และดำเนินรายการโดย อาจารย์ณรงค์ อนันควานิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ทั้งนี้ มีคณาจารย์ให้ความสนใจเข้าร่วมประมาณ 50 คน

 

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการผลิตบัณฑิต ครั้งที่ 5

ผู้แบ่งปันความรู้ :
1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วรรณวิมล    รุ่งธีระ
2. อาจารย์เกษม  ทิพย์ธาราจันทร์
3. อาจารย์วรวุฒิ  จิตขจรวานิช
4. อาจารย์ณรงค์  อนันควานิช

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. รองศาสตราจารย์กฤษดา  วิศวธีรานนท์
2. รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต  โรจน์อารยานนท์
3. รองศาสตราจารย์ ดร.พิชิต  สุขเจริญพงษ์
4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิศุทธิ์  พงศ์ชัยฤกษ์
5. อาจารย์ศิษฎ์ชฎา  อ่ำเทศ
6. อาจารย์ ดร.ฐิติพร  เลิศรัตน์เดชากุล
7. อาจารย์เธียรทศ  ประพฤติชอบ
8. อาจารย์อมรพันธ์  ชมกลิ่น
9. ผู้ช่วยศาสตราจารย์นรังสรรค์  วิไลสกุลยง
10. อาจารย์ลลิตา  ณ หนองคาย
11. อาจารย์สลิลา  ชีวกิดาการ
12. อาจารย์อดิศักดิ์  เสือสมิง
13. อาจารย์ ดร.นิดาพรรณ  สุรีรัตนันท์
14. อาจารย์ ดร.ภาสกร  อภิรักษ์วรพินิต
15. อาจารย์นิติรัตน์  ตัณฑเวช
16. อาจารย์ชาตรี  ทองวรรณ
17. อาจารย์ชาญ  จารุวงศ์รังสี
18. อาจารย์ภูวดล  ศิริกองธรรม
19. อาจารย์ปราณิสา  อิศรเสนา
20. อาจารย์ฐนสิน  ญาติสูงเนิน
21. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมขวัญ  ครุธบุญยงค์
22. อาจารย์ ดร.ทิวา  พาร์ค
23. อาจารย์น้ำพร  สถิรกุล
24. อาจารย์เอิบ  พงบุหงอ
25. อาจารย์ปิยาภรณ์  จันทร์สวย
26. อาจารย์กันต์  อาลัยญาติ
27. อาจารย์จิตรา  จันทราเกตุรวิ
28. อาจารย์วรินทร์  สุมนพันธุ์
29. คุณอัญชลี  อยู่นิ่ม
30. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์
31. คุณสุชาดา  วรรณา
32. คุณดวงกมล ไชยพุทธ

การจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri

          โมโนซุคุริ (Monozukuri) เป็นวัฒนธรรมการผลิตสินค้าของญี่ปุ่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคุณภาพโดยใช้ทักษะและเทคโนโลยี มีลักษณะสำคัญ ได้แก่ การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง, ใช้ทั้งทักษะและเทคโนโลยี, สินค้าตอบสนองความต้องการของลูกค้า, ผลิตเองทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ และ          มีการปรับปรุงการผลิตและสินค้าอย่างต่อเนื่อง (Kaizen)

          ในการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri จะเป็นการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างคนที่มี         จิตวิญญาณโมโนซุคุริ (Hitozukuri) โดยอาศัยหลักการต่างๆ ดังต่อไปนี้

          1. สร้างคนที่มีคุณภาพสูง

         2. มีทั้งทักษะ ความรู้ และเทคโนโลยี

         3. มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ

         4. คิดเป็นทำเป็น และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

         5. มีใจรักและทุ่มเทในการสร้างผลงานที่ดีที่สุด

         6. มีการปรับปรุงการสอนการสร้างคนอย่างต่อเนื่อง

         ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นได้นำหลัก Monozukuri มาใช้ประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอน โดยมีแนวคิดหลักคือ “การลงมือปฏิบัติจริง” คณะ/สำนักวิชาจะต้องมีการกำหนดให้นักศึกษาได้ผลิตผลงาน/ชิ้นงานด้วยตนเอง

เกร็ดความรู้จากการศึกษาดูงาน Monozukuri ณ ประเทศญี่ปุ่น

          จากการศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้เห็นวัฒนธรรมการทำงานแบบ Monozukuri ที่ผู้บริหารระดับสูงจะเน้นการสร้างให้บุคลากรมีจิตสำนึก (Spirit) ในการทำงานแบบ Monozukuri ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยการจะทำให้บุคลากรมีจิตสำนึกได้นั้น ผู้บริหารจะต้องสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ให้บุคลากรทุกระดับมีความเชื่อที่จะทำตามหลัก Monozukuri ทำให้ Monozukuri เป็นเหมือนวิถีชีวิตของบุคลากรทุกคน ซึ่งบริษัทแต่ละแห่งจะเน้นให้บุคลากรสร้างผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ให้มองว่าลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด จะต้องพยายามทำให้ลูกค้ามีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน จะต้องทำให้ตัวเองและครอบครัว รวมถึงสังคมรอบด้านมีความสุขด้วย การที่บุคลากรมีความสุขในการทำงาน จะทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ และในทุกครั้งที่สร้างสรรค์ผลงานออกมา จะต้องคิดว่า ต่อไปจะต้องสร้างสรรค์ผลงานที่ดียิ่งขึ้นไปอีก

          เมื่อพิจารณาถึงการทำงานตามหลัก Monozukuri แล้ว หากนำมาเปรียบเทียบกับการจัดการเรียน การสอนของสถาบัน จะเห็นว่า อาจารย์ส่วนใหญ่เน้นให้นักศึกษามีความรู้และทักษะที่จะปฏิบัติงานได้ แต่ยังขาดการสร้างจิตสำนึกในการทำงานแบบ Monozukuri ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนของสถาบันต่อไป

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri

          ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละรายวิชาจะมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกันให้เหมาะสมกับบริบทและเป้าหมายของรายวิชานั้นๆ ซึ่งอาจารย์ผู้สอนจะมีพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียนต่อนักศึกษามากที่สุด โดยในปีการศึกษาที่ผ่านมา มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ดังนี้

         1. การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของสำนักวิชาพื้นฐานและภาษา

         - เน้นให้จัดการเรียนทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติจริง

         - กำหนดให้มีการสอนแบบ Team Teaching ระหว่างอาจารย์ชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสได้สื่อสารกับเจ้าของภาษาในทุกรายวิชา

         - มีการทดสอบพัฒนาการในการสื่อสารเป็นระยะ เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษากระตือรือร้นและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

         - มีการจัดชั่วโมงสนทนา (Chat Room) กับอาจารย์แบบตัวต่อตัว

         - มีการจัดโครงการเพื่อพัฒนาทักษะในการสื่อสารกับชาวต่างชาตินอกห้องเรียน เช่น กิจกรรม ให้นักศึกษานำเที่ยวเมืองโบราณให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นชาวญี่ปุ่น

         กรณีศึกษา : รายวิชา JBJ-202 ภาษาญี่ปุ่นสำหรับบริหารธุรกิจ 6

         รายวิชานี้เป็นรายวิชาที่เน้นให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในวิธีการใช้คำศัพท์ รูปประโยคและวิธีการพูดภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวัน รวมถึงรายงานโครงงานเป็นภาษาญี่ปุ่น และเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์

         รายวิชานี้มีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการเล่นบทบาทสมมติ (Role Play) โดยให้นักศึกษาสร้างบทสนทนาจากสถานการณ์ที่กำหนดให้ และเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างบทสนทนาที่นักศึกษาสร้างขึ้นเองกับที่อาจารย์สอน ซึ่งเป็นการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด มีการลองผิดลองถูก และแก้ไขทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

         2. การจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

         - สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยใจ เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นที่จะเรียนด้วยตนเอง โดยการปลูกจิตสำนึกให้กับนักศึกษา ใช้เครื่องมือในการสื่อสารที่เหมาะสมกับนักศึกษา เช่น Google App for Education ให้นักศึกษาสร้างสรรค์ผลงานด้วยใจ โดยการสร้างสรรค์ผลงานที่นักศึกษามีความสนใจ

         - มีการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนและผู้สอนอย่างต่อเนื่องตามหลัก Kaizen และแสวงหาวิธีการสอน/การสื่อสารที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการสอนเพิ่มมากขึ้น

         - มอบหมายงานที่เพิ่มความสามารถให้กับนักศึกษา เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม

         กรณีศึกษา : รายวิชา BIS-105 ระบบสารสนเทศเบื้องต้น

         รายวิชานี้เป็นรายวิชาที่เน้นให้นักศึกษามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ และเนื่องจากเป็นชั้นเรียนบรรยายที่มีจำนวนนักศึกษาต่อกลุ่มเรียนมาก อาจารย์ผู้สอนจึงต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาเข้าเรียน นอกจากนี้ อาจารย์ผู้สอนยังมีการนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน เช่น Google+ Community ใช้ในการสื่อสารกับนักศึกษา ทั้งการสั่งงาน การขอคำปรึกษาทางการเรียน รวมถึงนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ เพื่อให้นักศึกษาเป็นคนที่ทันต่อเหตุการณ์, Google Hangout ใช้ในการเรียนออนไลน์, และ Prezi ใช้ในการสร้างสื่อนำเสนอที่น่าสนใจ เป็นต้น รวมถึง ในแต่ละครั้งของการจัดการเรียนการสอน อาจารย์ผู้สอนจะมีการสอดแทรกเนื้อหา เพื่อปลูกจิตสำนึกให้กับนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการทำงานด้วยใจ ซึ่งจะทำให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด และในการมอบหมายงาน จะมีการกำหนดให้นักศึกษาจะต้องใช้เทคโนโลยีในการนำเสนองาน เช่น ให้ทำเว็บไซต์ด้วย Google Site เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสในการฝึกฝนทักษะทั้งในเรื่องของการสร้างเนื้อหาและการนำเสนองานด้วยเทคโนโลยี

         นอกจากนี้ อาจารย์จะมีการให้ความรู้เพิ่มเติมกับนักศึกษาทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน และเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น ข่าวและเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน แนวโน้มอนาคต คุณธรรมจริยธรรมที่พึงกระทำ และกรณีศึกษาจากประสบการณ์จริงในปัจจุบัน โดยอาจนำมาเผยแพร่ในรูปแบบของวีดิโอคลิป เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจง่ายมากขึ้น

         3. การจัดการเรียนการสอนแบบ Project-Base Learning ของคณะวิศวกรรมศาสตร์

         - มีการมอบหมายงานให้นักศึกษาได้ประยุกต์ความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง หรือเป็นโจทย์งานที่มาจากสถานการณ์จริงในอุตสาหกรรม

         - ให้นักศึกษาเลือกหัวข้อโครงงานตามความสนใจของตัวเอง เพื่อให้นักศึกษาเกิดแรงบันดาลใจ กระตือรือร้นในการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น

         - กำหนดให้มีการส่งงานเป็นระยะๆ เพื่อสังเกตพัฒนาการของชิ้นงาน

         - มีการให้คำปรึกษานอกห้องเรียน

          กรณีศึกษา : รายวิชา INT-101 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

         รายวิชานี้เป็นรายวิชาที่เน้นให้นักศึกษาลงมือปฏิบัติในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แสดงผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเพื่อให้นักศึกษามีความสุขและกระตือรือร้นในการเรียน อาจารย์ผู้สอนจึงให้นักศึกษาเป็นผู้กำหนดหัวข้อของโครงการตามความสนใจ และต้องรายงานความก้าวหน้าของงานเป็นระยะ เพื่อให้อาจารย์ผู้สอนทราบความคืบหน้าของโครงงาน รวมถึงสามารถสอบถามถึงความเข้าใจในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของนักศึกษาได้ด้วย

แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri

1. อาจารย์ควรเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถพัฒนาความสามารถของนักศึกษาได้มากขึ้น

2. อาจารย์ควรจะหาโอกาสในการให้นักศึกษาได้ใช้ทักษะในการปฏิบัติจริง

3. อาจารย์จะต้องสร้างเวทีในการแสดงผลงานของนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้จากผลงานของนักศึกษาด้วยกัน อีกทั้งเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน

4. ควรมีการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินผลงาน/ชิ้นงานที่มีมาตรฐานและชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลงานที่มีความหลากหลายได้อย่างยุติธรรม

5. อาจารย์ควรพิจารณาการทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นขยายขอบเขตของความรู้ รวมถึงเป็นการปูทางไปสู่การเรียนการสอนร่วมกันในอนาคต

6. อาจารย์ควรมีการประเมินผลการจัดการเรียนการสอน และนำมีแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาต่อไป

7. สถาบันฯ ควรมีแนวทางในการทำให้นักศึกษาทุกคนเข้าใจในหลัก Monozukuri ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ไม่เพียงแค่เรื่องของความรู้หรือทักษะ แต่รวมถึงการปลูกจิตสำนึกแบบ Monozukuri ด้วย

8. ควรมีการเสริมความรู้นอกห้องเรียนให้กับนักศึกษา โดยอาจนำเสนอผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถใช้เป็นแหล่งในการเรียนรู้เพิ่มเติมได้

9. ควรมีการนำนักศึกษาไปศึกษาดูงานในโรงงานอุตสาหกรรมจริง โดยอาศัยเครือข่ายความร่วมมือของสถาบันกับหน่วยงานภายนอก

 

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการวิจัย ครั้งที่ 2

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. ผศ.ดร.วิมล  แสนอุ้ม
2. ดร.ฐิติพร  เลิศรัตน์เดชากุล
3. อาจารย์ชลธิชา  นางาม
4. คุณวรีรัตน์      วรจันทร์
5. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์

แนวทางการกำหนดหัวข้องานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม
ในเบื้องต้น จะต้องมีการทำความเข้าใจถึงงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมว่าเป็นงานวิจัยประเภทใดบ้าง เช่น  งานวิจัยบริสุทธิ์หรืองานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์  งานวิจัยเชิงปฏิบัติ  เหล่านี้เป็นต้น
โดยจากการสรุปรายชื่องานวิจัยที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ในปีการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า งานวิจัยที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนมาก จะเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ หรืองานวิจัยที่มีการผลิตชิ้นงาน ซึ่งผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ร่วมกันเสนอวิธีการได้มาของหัวข้องานวิจัยต่างๆ ดังนี้
1. ได้จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการผ่านการนิเทศน์งานสหกิจศึกษา
2. การจ้างงานผ่านบริษัทจำลอง
3. การเข้าร่วมงาน Job Fair  เพื่อแนะนำและเผยแพร่ผลงานการวิจัยแก่วงการธุรกิจและอุตสาหกรรม
4. การต่อยอดจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทที่มีการวิจัยจากกรณีศึกษาของสถานประกอบการ
5. ดำเนินงานวิจัยประเภทสำรวจความต้องการจากบริษัทหรือหน่วยงานเป้าหมาย ในสาขาต่างๆ เช่น ด้านภาษา เพื่อนำมาต่อยอดการทำวิจัยในหัวข้อที่เกิดจากความต้องการ
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้งานวิจัยและบริการวิชาการนำข้อมูลความเชี่ยวชาญของอาจารย์และผลงานวิจัยของอาจารย์และบุคลากรประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ของสถาบันฯ เพื่อให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สนใจสามารถเข้ามาชมและติดต่อกับทางสถาบันฯ เพื่อขอนำข้อมูลจากงานวิจัยไปใช้  และเป็นช่องทางการเสนอหัวข้อเพื่อการทำวิจัยที่วงการธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องการได้

ประโยชน์และข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
อาจารย์ทราบถึงแนวทาง รูปแบบ และวิธีการกำหนดหัวข้องานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม

แนวปฏิบัติที่ดีหรือแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้
1. สำหรับการเริ่มต้นทำวิจัยใหม่  ผู้วิจัยหาช่องทางที่เหมาะสมของการได้มาซึ่งหัวข้อวิจัย อันได้แก่
1.1 การพูดคุยกับสถานประกอบการผ่านการนิเทศน์งานสหกิจศึกษา
1.2 การรับการติดต่อผ่านบริษัทจำลอง
1.3 การออกบูธนำเสนอผลงานวิจัย ในงาน Job Fair เพื่อพบปะพูดคุยและรับข้อเสนอปัญหา
1.4 การต่อยอดจากงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท ในรูปแบบของ Case Study
1.5 การต่อยอดจากการทำวิจัยแบบสำรวจความต้องการจากหน่วยงานเป้าหมาย
1.6 การเปิด Website เพื่อรับการเสนอหัวข้อวิจัยจากผู้สนใจผ่านสถาบันฯ
2. สำหรับการผลักดันงานวิจัยที่เกิดจากความรู้พื้นฐาน หรืองานวิจัยบริสุทธิ์ ที่ได้มีการดำเนินการไว้แล้ว  เช่น งานวิจัยที่ได้มาจากห้องปฏิบัติการ  ผู้วิจัยหาช่องทางที่เหมาะสมในการเผยแพร่เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ต่อสารธารณะ และกลุ่มเป้าหมาย
2.1 การออกบูธนำเสนอผลงานวิจัย ในงาน Job Fair เพื่อพบปะพูดคุยและรับข้อเสนอปัญหาจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
2.2  การเผยแพร่ผลการวิจัยในรูปแบบของสื่อที่ให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย  เช่น ลงหนังสือพิมพ์  จัดทำโบร์ชัวร์ให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ เป็นต้น
2.3  เผยแพร่ผลงานใน Website ของสถาบันฯ เพื่อให้เกิดการนำไปต่อยอดงานวิจัย และเปิดรับข้อเสนอจากหน่วยงานภายนอก

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรภายในสถาบัน)

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการวิจัย ครั้งที่ 1

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. ผศ.ดร.วิมล  แสนอุ้ม
2. ดร.ฐิติพร  เลิศรัตน์เดชากุล
3. อาจารย์ชลธิชา  นางาม
4. คุณวรีรัตน์     วรจันทร์
5. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์

แนวทางการกำหนดหัวข้องานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม
ในเบื้องต้น จะต้องมีการทำความเข้าใจถึงงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมว่าเป็นงานวิจัยประเภทใดบ้าง เช่น  งานวิจัยบริสุทธิ์หรืองานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์  งานวิจัยเชิงปฏิบัติ  เหล่านี้ เป็นต้น  โดยจากการสรุปรายชื่องานวิจัยที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ในปีการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า งานวิจัยที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนมาก จะเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ หรืองานวิจัยที่มีการผลิตชิ้นงาน ซึ่งผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ร่วมกันเสนอวิธีการได้มาของหัวข้องานวิจัยต่างๆ ดังนี้

1. ได้จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการผ่านการนิเทศน์งานสหกิจศึกษา
2. การจ้างงานผ่านบริษัทจำลอง
3. การเข้าร่วมงาน Job Fair  เพื่อแนะนำและเผยแพร่ผลงานการวิจัยแก่วงการธุรกิจและอุตสาหกรรม
4. การต่อยอดจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทที่มีการวิจัยจากกรณีศึกษาของสถานประกอบการ
5. ดำเนินงานวิจัยประเภทสำรวจความต้องการจากบริษัทหรือหน่วยงานเป้าหมาย ในสาขาต่างๆ เช่น ด้านภาษา เพื่อนำมาต่อยอดการทำวิจัยในหัวข้อที่เกิดจากความต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้งานวิจัยและบริการวิชาการนำข้อมูลความเชี่ยวชาญของอาจารย์และผลงานวิจัยของอาจารย์และบุคลากรประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ของสถาบันฯ เพื่อให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สนใจสามารถเข้ามาชมและติดต่อกับทางสถาบันฯ เพื่อขอนำข้อมูลจากงานวิจัยไปใช้  และเป็นช่องทางการเสนอหัวข้อเพื่อการทำวิจัยที่วงการธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องการได้

ประโยชน์และข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
อาจารย์ทราบถึงแนวทาง รูปแบบ และวิธีการกำหนดหัวข้องานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม

แนวปฏิบัติที่ดีหรือแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้
1. สำหรับการเริ่มต้นทำวิจัยใหม่  ผู้วิจัยหาช่องทางที่เหมาะสมของการได้มาซึ่งหัวข้อวิจัย อันได้แก่
1.1 การพูดคุยกับสถานประกอบการผ่านการนิเทศน์งานสหกิจศึกษา
1.2 การรับการติดต่อผ่านบริษัทจำลอง
1.3 การออกบูธนำเสนอผลงานวิจัย ในงาน Job Fair เพื่อพบปะพูดคุยและรับข้อเสนอปัญหา
1.4 การต่อยอดจากงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท ในรูปแบบของ Case Study
1.5 การต่อยอดจากการทำวิจัยแบบสำรวจความต้องการจากหน่วยงานเป้าหมาย
1.6 การเปิด Website เพื่อรับการเสนอหัวข้อวิจัยจากผู้สนใจผ่านสถาบันฯ
2. สำหรับการผลักดันงานวิจัยที่เกิดจากความรู้พื้นฐาน หรืองานวิจัยบริสุทธิ์ ที่ได้มีการดำเนินการไว้แล้ว  เช่น งานวิจัยที่ได้มาจากห้องปฏิบัติการ  ผู้วิจัยหาช่องทางที่เหมาะสมในการเผยแพร่เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ต่อสารธารณะ และกลุ่มเป้าหมาย
2.1 การออกบูธนำเสนอผลงานวิจัย ในงาน Job Fair เพื่อพบปะพูดคุยและรับข้อเสนอปัญหาจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
2.2  การเผยแพร่ผลการวิจัยในรูปแบบของสื่อที่ให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย  เช่น ลงหนังสือพิมพ์  จัดทำโบร์ชัวร์ให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ เป็นต้น
2.3  เผยแพร่ผลงานใน Website ของสถาบันฯ เพื่อให้เกิดการนำไปต่อยอดงานวิจัย และเปิดรับข้อเสนอจากหน่วยงานภายนอก

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรภายในสถาบัน)

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการผลิตบัณฑิต ครั้งที่ 2

ผู้แบ่งปันความรู้ : ผศ.ดร. พิศุทธิ์  พงศ์ชัยฤกษ์ (คณะวิศวกรรมศาสตร์)

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. อาจารย์เกษม  ทิพย์ธาราจันทร์
2. อาจารย์ปิยาภรณ์  จันทร์สวย
3. ผศ.เฉลิมขวัญ  ครุธบุญยงค์
4. คุณดวงกมล  ไชยพุทธ
5. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์

โมโนซุกุริ : การศึกษาจากกรณีศึกษาจริง

          ในการจัดการเรียนการสอนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จะเน้นให้นักศึกษานำความรู้มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงาน ยกตัวอย่างเช่น รายวิชา PEN-305 การศึกษางาน ซึ่งเป็นรายวิชาที่เน้นให้นักศึกษาสามารถออกแบบและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ และเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ อาจารย์ผู้สอนได้กำหนดให้นักศึกษาจัดทำโครงงานที่มีการประยุกต์ใช้ความรู้กับการปฏิบัติงานจริง เพื่อแก้ไข/ปรับปรุงกระบวนการผลิตจากกรณีศึกษาจริงทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ซึ่งมีแนวทางในการจัดการเรียนการสอนตามหลัก Monozukuri ดังนี้

1. อาจารย์มีการให้ความรู้ (Knowledge) ที่เกี่ยวข้อง

2. อาจารย์มีการกำหนดเครื่องมือ (Tools) ที่เหมาะสมในการทำงาน

3. ให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือต่างๆ (Skill) ร่วมกับความรู้ที่มี เพื่อการปฏิบัติงานจริงที่มีประสิทธิภาพ

และที่สำคัญคือ มีการให้นักศึกษานำความรู้และทักษะที่ได้ทั้งหมดมาใช้ในการจัดทำโครงงานการวางแผนและหาวิธีปรับปรุงกระบวนการ ในกระบวนการผลิตหรือบริการ โดยให้นักศึกษาค้นหาโจทย์จากสถานการณ์จริงรอบตัว เช่น การปรับปรุงกระบวนการขนส่งวัสดุ การปรับปรุงกระบวนการเคลือบสีและเคลือบเงา ฯลฯ และนักศึกษาจะต้องนำเสนอผลงานการปรับปรุงกระบวนการผลิตต่ออาจารย์ผู้สอน โดยแบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 Midway Presentation ให้นักศึกษานำเสนอปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหา

ครั้งที่ 2 Final Presentation ให้นักศึกษานำเสนอกระบวนการที่นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา และผลลัพธ์ที่ได้

ซึ่งผลจากการจัดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าการจัดทำโครงงาน ทำให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาในรายวิชาเพิ่มมากขึ้น โดยเข้าใจไปถึงระดับที่นำไปประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาจริงได้

ประโยชน์และข้อเสนอแนะจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

1. อาจารย์ผู้สอนจะต้องมีการคัดเลือกหัวข้อโครงงานที่เหมาะสม เพื่อให้นักศึกษาได้ประโยชน์จากการจัดทำโครงงานนั้น

2. อาจารย์ผู้สอนควรมีเกณฑ์ในการให้คะแนนที่ชัดเจน เพื่อเป็นมาตรฐานในการจัดทำโครงงานของนักศึกษา

แนวปฏิบัติที่ดีหรือแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้

การนำหลัก Monozukuri มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่มีการจัดทำโครงงาน ควรเน้นให้นักศึกษาทำโครงงานจากสถานการณ์จริงรอบตัว โดยเน้นให้นักศึกษาหาหัวข้อโครงงานเอง และเน้นให้นักศึกษาหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาในการทำงานจริงเอง

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรในสถาบัน)

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการวิจัย ครั้งที่ 3

ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ :
1. ดร.ฐิติพร  เลิศรัตน์เดชากุล
2. อาจารย์ชลธิชา  นางาม
3. คุณวรีรัตน์     วรจันทร์
4. คุณนันท์นภัส  หวังศรีโรจน์

กรณีศึกษางานวิจัยที่มีการนำไปใช้ประโยชน์
ผลงานที่มีการนำเสนอเป็นกรณีตัวอย่างของงานวิจัยที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 2 เรื่อง  ดังนี้คือ
1.  ผลงานวิจัยที่ดำเนินการร่วมกับนักศึกษาในลักษณะของโครงงานสหกิจศึกษาเรื่อง  “ระบบบริหารจัดการห้องประชุมวิดีทัศน์ทางไกล  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”  โดยหน่วยงานที่มีการนำไปใช้ประโยชน์คือ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2.  ผลงานวิจัยเพื่อการเรียนการสอนเรื่อง “Influential Factors related to International and Exchanges Programs in Information Technology”  โดยหน่วยงานที่มีการนำไปใช้ประโยชน์คือ  NSG Group

**เนื่องจากผลงานวิจัยที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีลิขสิทธิ์ จึงไม่สามารถเผยแพร่ภายนอกสถาบันได้**

ดาวน์โหลดเป็น PDF File (เฉพาะบุคลากรภายในสถาบัน)